InsurTechCMSDigital StrategyBusinessCustom Software

เว็บไซต์ที่ Marketing ควบคุมได้เอง — บทเรียนจาก HUGS Insurance

เมื่อทีม Marketing ต้องรอ Developer ทุกครั้งที่อยากอัปเดตเนื้อหา คือต้นทุนที่ซ่อนอยู่ — บทเรียนจาก HUGS Insurance Broker กับการสร้าง Headless CMS ที่ทีมภายในควบคุมได้ทั้งหมด

เว็บไซต์ที่ Marketing ควบคุมได้เอง — บทเรียนจาก HUGS Insurance

ในอุตสาหกรรมประกันภัยของไทย ความเร็วคือความได้เปรียบที่จับต้องได้จริง

โปรโมชันประกันรถที่ดีที่สุดในเดือนนี้อาจไม่ใช่ตัวเดิมในเดือนหน้า แผนประกันสุขภาพที่ลูกค้านิยมเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาวะเศรษฐกิจ บริษัทประกันพันธมิตรออก Product ใหม่แทบทุกไตรมาส และกระแส InsurTech ทั่วโลกกำลังเร่งให้ผู้เล่นในตลาดต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ในบริบทนี้ เว็บไซต์ไม่ใช่แค่ Brochure ออนไลน์อีกต่อไป แต่คือช่องทางที่ต้องพร้อมรับ Traffic อัปเดตข้อมูลได้ทันสถานการณ์ และเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็น Lead ที่พร้อม Close ได้จริง ลูกค้าในยุคนี้ค้นหาข้อมูลประกันทางออนไลน์ก่อนเสมอ และถ้าเว็บไซต์ของ Broker ยังแสดงข้อมูลเก่าหรือโปรโมชันที่หมดอายุไปแล้ว ลูกค้ากลุ่มนั้นจะไปหาคู่แข่งโดยที่ทีมขายไม่มีโอกาสได้คุยด้วยเลย

แต่มีคำถามหนึ่งที่ Insurance Broker หลายรายในไทยยังตอบไม่ได้อย่างสบายใจ: ถ้าวันนี้ต้องการอัปเดตเนื้อหาบนเว็บไซต์ ต้องรอนานแค่ไหน?

คำตอบที่พบบ่อยคือ “รอทีม IT” หรือ “ส่ง Ticket ให้ Developer” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่าแต่ละ Content Update อาจใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ และนั่นคือเวลาที่คู่แข่งใช้ไปในการ Capture โอกาสที่คุณพลาดไป

ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างเว็บไซต์แบบเดิม

เว็บไซต์ Insurance Broker ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยมีข้อสมมติโดยปริยายว่า เว็บไซต์มีไว้เพื่อ “แสดงข้อมูล” ไม่ใช่ “ขับเคลื่อนธุรกิจ” ข้อสมมตินี้ส่งผลไปถึงทุกการตัดสินใจทางสถาปัตยกรรม และผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่ทีม Marketing แทบไม่สามารถแตะได้โดยไม่ผ่าน Developer

ลองนึกภาพสถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจประกัน: บริษัทพันธมิตรโทรมาแจ้งว่าจะมีโปรโมชันพิเศษช่วงสงกรานต์สำหรับประกันสุขภาพ มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ และมีอายุแค่ 2 สัปดาห์ ทีม Marketing อยากอัปเดตหน้าเว็บทันที แต่กระบวนการที่ต้องผ่านคือ: เขียน Ticket ส่ง Developer → Developer รับงานตามคิว → พัฒนาและทดสอบ → Deploy บน Staging → รอ Approve → Deploy Production กระบวนการนี้ในทางปฏิบัติใช้เวลา 3-5 วันทำการ และในหลายกรณีกว่าโปรโมชันจะขึ้นเว็บได้ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของแคมเปญก็ผ่านไปแล้ว

ทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดต Banner โปรโมชัน แก้ช่วงราคาเบี้ยประกัน เพิ่ม FAQ เปิดแคมเปญตามฤดูกาล หรือเปลี่ยนรูปภาพบนหน้าหลัก ต้องผ่านกระบวนการเดิมซ้ำๆ ทุกครั้ง ในธุรกิจที่ความสดใหม่ของเนื้อหามีผลโดยตรงต่อ Conversion กระบวนการนี้คือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่สะสมต้นทุนอยู่ทุกวัน

ปัญหานี้ยิ่งขยายตัวมากขึ้นเมื่อธุรกิจโต บริษัทที่เริ่มต้นด้วยประกัน 2-3 ประเภทสุดท้ายมีพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทั้งประกันสุขภาพ รถยนต์ ชีวิต การเดินทาง ทรัพย์สิน และประกันองค์กร แต่ละประเภทมี Product ย่อย ช่วงราคา โปรโมชัน และ Contact Flow ที่แตกต่างกัน ยิ่งมีประกันหลายประเภท ยิ่งมีเนื้อหาที่ต้องดูแลมาก ยิ่งพึ่ง Developer มากเท่าไหร่ คอขวดยิ่งแน่นขึ้นเท่านั้น

ต้นทุนที่ซ่อนอยู่จึงไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายในการจ้าง Developer แต่คือโอกาสทางการตลาดที่หายไปทุกครั้งที่ Update ล่าช้า แคมเปญที่ไม่ทันเปิด และ Lead ที่ไม่ได้รับเพราะข้อมูลบนเว็บไซต์ยังไม่ได้รับการอัปเดต

HUGS Insurance: โจทย์ที่ต้องการคำตอบระยะยาว

HUGS Insurance Broker คือบริษัทนายหน้าประกันภัยที่มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมทั้งประกันบุคคลและประกันองค์กร ตั้งแต่ประกันสุขภาพ รถยนต์ ชีวิต การเดินทางทั้งในและต่างประเทศ อุบัติเหตุส่วนบุคคล สัตว์เลี้ยง และที่อยู่อาศัย ไปจนถึงประกันทรัพย์สินและธุรกิจ การขนส่งทางทะเล วิศวกรรม และความรับผิด รวมมากกว่า 20 ประเภทประกันในเว็บเดียว

เมื่อ HUGS Insurance ตัดสินใจ Revamp เว็บไซต์ทั้งหมดในปี 2569 โจทย์หลักไม่ได้อยู่ที่ “ทำให้สวยขึ้น” แต่อยู่ที่คำถามเชิงธุรกิจว่า จะสร้างระบบที่รองรับการเติบโตได้อย่างไร ในแบบที่ทีมภายในสามารถทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่ง Developer ทุกครั้ง

ทำไมถึงไม่เลือก Platform สำเร็จรูป คำตอบอยู่ที่ขนาดและความซับซ้อนของพอร์ตโฟลิโอ ในตลาดมี CMS และ Insurance Platform สำเร็จรูปหลายรายที่ดูเหมือนตอบโจทย์ได้ แต่สิ่งที่ HUGS Insurance ต้องการคือระบบที่ควบคุม User Journey ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ รองรับการจัดการเนื้อหาที่ซับซ้อนสำหรับประกัน 20+ ประเภท และขยายตัวได้ในอนาคตโดยไม่ติดข้อจำกัดของ Platform สำเร็จรูปที่มักถูกออกแบบมาสำหรับ Use Case ทั่วไป

Muze Innovation เข้ามาในฐานะ Tech Partner โดยรับผิดชอบการออกแบบและพัฒนาระบบทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ ทั้ง Frontend ที่สร้างด้วย Next.js และ TypeScript และ Backend CMS บน PayloadCMS ที่ทำงานแบบ Decoupled Architecture ซึ่งทั้งสองส่วน Deploy แยกกันได้อิสระ โปรเจกต์ดำเนินงานเป็น Sprint สองสัปดาห์ พร้อม Milestone-based Delivery เพื่อให้ทีม HUGS สามารถ Validate ความคืบหน้า ปรับ Requirement และให้ Feedback ได้ตลอดกระบวนการ ไม่ใช่รอรับงานที่ปลายสุดของ Project Timeline

สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อ Marketing ควบคุม Content ได้เอง

หน้า Blog ของ HUGS Insurance ที่ทีม Marketing จัดการเองผ่าน CMS

แกนกลางของระบบคือ Headless CMS บน PayloadCMS ที่ออกแบบมาให้ทีม Marketing และ Content ของ HUGS จัดการเนื้อหาได้ครบวงจรโดยไม่ต้องเขียนโค้ด จาก Admin Panel ทีมสามารถอัปเดตรายละเอียดแผนประกัน เพิ่มโปรโมชันพันธมิตร เผยแพร่บทความ จัดการ FAQ แก้ข้อมูลตำแหน่งงาน และแก้เนื้อหาหน้าต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยไม่มี Developer อยู่ในกระบวนการ

โครงสร้างฐานข้อมูลในระบบถูกออกแบบให้สะท้อนความต้องการของธุรกิจโดยตรง มีทั้ง Collection สำหรับจัดการแผนประกันแต่ละประเภท ระบบโปรโมชัน บทความ ข้อมูลพันธมิตร ฟอร์มติดต่อ ข้อมูลสมัครงาน ไปจนถึง Coverage Configuration และ Filter Config ที่ให้ทีม HUGS ปรับแต่งการแสดงผลหน้าเปรียบเทียบแผนได้เองโดยไม่ต้องแตะโค้ด

ในเชิงเทคนิค Frontend ใช้ Incremental Static Regeneration (ISR) ที่ revalidate ทุก 60 วินาที ความหมายในทางปฏิบัติคือเมื่อทีม HUGS บันทึกการเปลี่ยนแปลงใน CMS เนื้อหานั้นจะแสดงบนเว็บไซต์จริงภายในไม่ถึงหนึ่งนาที โดยไม่ต้อง Deploy ระบบใหม่ ไม่ต้องรอรอบ Release และไม่ต้องแจ้ง Developer เลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับทีม HUGS คือ เมื่อบริษัทประกันพันธมิตรออกแผนใหม่ ทีมอัปเดตได้ทันที เมื่อต้องการเพิ่มโปรโมชันช่วงเทศกาล ทำได้ในวันเดียว เมื่อต้องการปรับ FAQ หรือเพิ่มบทความให้ตรงกับ Keyword ที่กำลัง Trend ก็ทำได้โดยไม่ต้องรอคิวจาก Developer และเมื่อต้องเปลี่ยน Messaging เพื่อตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ทีมทำได้ภายในชั่วโมง ไม่ใช่ภายในสัปดาห์

ระบบยังรองรับการจัดการเนื้อหาสองภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ ผ่าน Interface เดียวกันโดยใช้ next-intl ซึ่งแก้ปัญหาคลาสสิกของเว็บหลายภาษาที่มักต้องอัปเดตสองที่แยกกันและเกิดความไม่สอดคล้องกันของเนื้อหา สำคัญอย่างยิ่งสำหรับ Insurance Broker ที่มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ออกแบบ User Journey สำหรับประกันมากกว่า 20 ประเภทโดยไม่ทำให้ลูกค้าหลงทาง

หน้าหลัก HUGS Insurance แสดงหมวดประกันบุคคลและองค์กรครบในหน้าเดียว

ความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่ CMS แต่คือการสร้างเว็บไซต์เดียวที่สามารถนำลูกค้าผ่าน Decision Flow ที่ถูกต้องสำหรับประกันมากกว่า 20 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ประกันบุคคลอย่างประกันสุขภาพ รถยนต์ และการเดินทาง มักเป็นการตัดสินใจที่เน้นการเปรียบเทียบราคาและความคุ้มครอง ลูกค้าต้องการดูแผนหลายแบบพร้อมกัน และปรับแต่งความคุ้มครองก่อนติดต่อเจ้าหน้าที่ ขณะที่ประกันองค์กรอย่างประกันวิศวกรรม ขนส่งทางทะเล หรือประกันความรับผิดชอบของกรรมการและผู้บริหาร (D&O) ต้องการกระบวนการ Qualification หลายขั้นตอนและการเข้าพบเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การตัดสินใจผ่าน Form ออนไลน์อย่างเดียว

การออกแบบสถาปัตยกรรมเว็บไซต์เดียวที่ตอบโจทย์ทั้งสองกลุ่มโดยไม่ทำให้ลูกค้าคนไหนรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้ “ไม่ได้ทำมาเพื่อฉัน” เป็นโจทย์ UX ที่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อในแต่ละหมวดอย่างลึก

แนวทางของ Muze คือการสร้าง User Journey แยกสำหรับแต่ละหมวดประกัน แต่ละประเภทมีหน้าเปรียบเทียบแผน หน้าปรับแต่งความคุ้มครอง และหน้าติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ออกแบบตรงกับพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนั้นโดยเฉพาะ ไม่ใช่ Template เดิมที่ Reuse ข้ามประเภท เพราะพฤติกรรมการซื้อประกันสัตว์เลี้ยงกับการซื้อประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินองค์กรแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ข้อมูลที่ต้องการ ระดับความเชี่ยวชาญที่คาดหวัง และ Timeline ในการตัดสินใจ

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้ครบวงจรคือการที่ทีม CMS ของ HUGS สามารถบริหารจัดการทั้ง Insurance Types, Filter Configuration, Coverage Settings และ Comparison Logic ผ่าน Admin Panel ได้โดยตรง หมายความว่าเมื่อมีประกันประเภทใหม่เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ ทีมสามารถเพิ่มเข้าระบบและปรับ Flow ได้เองโดยไม่ต้องให้ Developer มาสร้าง Page ใหม่ทุกครั้ง

เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลติดต่อ ระบบจะส่ง Lead Notification ผ่าน SendGrid ไปถึงทีมที่รับผิดชอบประเภทประกันนั้นโดยตรงทันที ไม่ว่าจะเป็น Lead จากประกันสุขภาพ รถยนต์ หรือประกันองค์กร แต่ละ Lead ถูก Route ถูกต้องตั้งแต่แรก ทีมที่รับผิดชอบเห็น Lead พร้อม Context ครบ และสามารถ Follow-up ได้ทันที ไม่มี Lead ตกหล่นเพราะ Routing ผิดหรือส่งไปยังกล่อง Email ทั่วไปที่ไม่มีใครดูแลอย่างเป็นระบบ

บทเรียนสำหรับ Insurance Broker ที่กำลังพิจารณา Digital Investment

ระบบ Headless CMS เชื่อมโยง Marketing และ Developer ทำงานแยกกันได้อิสระ

บทเรียนหลักจากโปรเจกต์ HUGS Insurance คือ การลงทุนกับ Website ที่ถูกต้องไม่ใช่การตัดสินใจด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่คือการตัดสินใจทางธุรกิจว่าต้องการสร้าง Organizational Capability แบบไหน และต้องการให้ทีมของตัวเองมีความสามารถในการตอบสนองตลาดได้เร็วแค่ไหน

Insurance Broker ที่ทีม Marketing ต้องรอ Developer ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนเนื้อหา กำลังจ่ายต้นทุนที่ซ่อนอยู่ทุกวัน ต้นทุนนี้ไม่ปรากฏในรายงานการเงิน แต่ปรากฏในรูปของโอกาสที่หายไป แคมเปญที่เปิดช้า และ Lead ที่ไม่ได้รับเพราะข้อมูลไม่ทันสมัย ในขณะที่คู่แข่งที่มีระบบยืดหยุ่นกว่าสามารถ React ต่อสถานการณ์ตลาดเดียวกันนั้นได้ภายในชั่วโมง

มุมมองที่น่าสนใจอีกด้านคือ เมื่อทีม Marketing สามารถจัดการเนื้อหาได้เองผ่าน CMS ทีม Developer ที่เคยต้องทำงาน Content Update สามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ การปรับปรุง Performance หรือการ Integrate กับระบบ Back-office ซึ่งสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้มากกว่าการอัปเดต Banner ทุกสัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญ

Website ที่ดีสำหรับธุรกิจ Insurance ในยุคนี้ต้องตอบคำถามได้ 2 ข้อพร้อมกัน: ลูกค้าหาข้อมูลและติดต่อถูกคนได้ง่ายไหม และทีมภายในดูแลและอัปเดตได้เองโดยไม่ติดขัดไหม

ถ้าตอบ “ไม่” กับข้อใดข้อหนึ่ง นั่นไม่ใช่ปัญหาด้าน Design แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแก้ไขต้องเริ่มจากการทบทวน Architecture ไม่ใช่แค่การออกแบบใหม่


ติดต่อทีม Muze → muze.co.th/contact/

เว็บไซต์ที่ Marketing ควบคุมได้เอง — บทเรียนจาก HUGS Insurance

เขียนโดย

Thongchai Lueangchueang
Thongchai Lueangchueang Marketing Manager, Muze Innovation
Picha Mahakittikun
Picha Mahakittikun Chief Information Technology (CTO), Muze Innovation